วันพฤหัสบดีที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2554

การล้างพิษในร่างกาย


การล้างพิษในร่างกายมันคืออะไร แล้วเราจำเป็นต้องล้างมันหรือไม่
ท็อกซิน คือ พิษ (สารพิษ) เกิดจากปฏิกิริยาทางเคมีในร่างกายเรา ซึ่งเกิดได้หลายวิธี ทั้งเกิดจากการกินผิด กับเกิดจากระบบต่างๆ ในร่างกายของเราบกพร่อง หรือแม้แต่การเกิดความเครียดก็ก่อให้เกิดท็อกซินได้ พูดง่ายๆ การกินและการปฏิบัติตัวผิดๆ ในชีวิตประจำวัน ทำให้เกิดท็อกซินในตัวเราจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับตัวเราเอง
สภาพปัจจุบันแตกต่างจากในอดีตมาก ทั้งอาหารการกิน ทั้งมลภาวะต่างๆ ล้วนแล้วก่อให้เกิดสารพิษตกค้างในร่างกายของเราแทบทั้งสิ้น สิ่งเหล่านี้เป็นเหมือนฆาตรกรเงียบ ที่คอยบั่นทอนสุขภาพของเรา หรือหากรุนแรงมากก็อาจถึงแก่ชีวิตได้
อาการที่เกิดจากสารพิษตกค้างสะสมในร่างกาย
     -  อาการปวดศีรษะบ่อย หงุดหงิด
     -  ปวดเมื่อยหลัง ไหล่ คอ
     -  มีแผลร้อนใน ในปากเป้นประจำ
     -  ระบบเผาผลาญทำงานน้อย ทำให้ร่างกายอ้วน
     -  ขับถ่าย และละลายสารพิษไม่ออก จะเกิดสิวเสี้ยนบนใบหน้า และฝ้าดำบนใบหน้า
     -  อ่อนเพลีย ง่วงนอน สมาธิไม่ดี ความจำเสื่อม
     -  ประสาทตึงเครียด และร่างกายไม่แข็งแรง เพศสัมพันธ์เสื่อม
     -  หน้าตาหมองคล้ำ ไม่ขาวสดใส ผิวพรรณหยาบกร้าน
     -  ท้องผูกเรื้อรัง ถ่ายยาก ถ่ายไม่ออก
     -  เบื่ออาหาร ท้องอืด ท้องเฟ้อ เรอ และผายลมบ่อยๆ
     -  ปวดท้อง ท้องเสีย ถ่ายเหลวเป็นประจำ
     -  ปวดศีรษะ คลื่นเหียน อาเจียน และมีไข้ต่ำๆ ตลอดเวลา
     -  เหนื่อยง่าย ปากเหม็น ปากเปื่อย มีกลิ่นตัวแรง
     -  เป็นโรคผิวหนังเรื้อรัง มีผื่นคันขึ้นตามตัว เป็นแผล และเป็นฝีบ่อยๆ
     -  มีอาการหอบหืด ภูมิแพ้ เป็นลมพิษได้ง่าย
     -  ปวดเมื่อยตามร่างกาย ปวดตามข้อและกระดูก ตลอดจนรูมาตอยด์
     -  โรคมะเร็งลำไส้ มะเร็งตับ ต่อมน้ำเหลือง
     -  ริดสีดวงทวารภายนอก หรือภายใน
การล้างสารพิษ หรือที่เราเรียกกันทั่วไปว่าการดีท็อกซ์ ก็คือ การนำเอาสารพิษออกจากร่างกายของเรา เพื่อไม่ให้ตกค้างอยู่ในร่างกายจนกลายเป็นพิษเป็นภัยต่อสุขภาพ เมื่อคนเราได้รับสิ่งแปลกปลอมเข้าไปนั้น กลไกต่างๆ ในร่างกายจะทำหน้าที่ขจัดออกมา แต่หากได้รับเป็นจำนวนมากจนเกินไป และสะสมมาเป็นเวลานาน ระบบหรือกลไกในร่างกายปกติก็ไม่สามารถที่จะกำจัดได้หมด ยกตัวอย่างเช่น เมื่อคนเรารับประทานอาหารเข้าไป เกิดการย่อยสลาย ทำให้เกิดคราบตกค้างเกาะอยู่ตามผนังลำไส้ หมักหมมอยู่ทุกวี่ทุกวัน จนกลายเป็นกากสารพิษ ปิดกั้นไม่ให้ร่างกายเรารับสารอาหารได้เต็มที่ และลำไส้เราต้อวดูดรับสารพิษร้ายเหล่านี้กลับเข้าสู่ระบบไหลเวียรของโลหิตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่หากได้รับเป็นจำนวนมากจนเกินไป และสะสมมาเป็นเวลานาน ระบบก็ไม่สามารถที่จะกำจัดได้หมด
ดังนั้น การขจัดของเสียและสารพิษออกจากร่างกายก็เหมือนการฟอกชำระล้างระบบต่างๆ โดยเฉพาะระบบการย่อยดูดซึมอาหารและระบบไหลเวียนโลหิตให้พ้นจากสภาวะเป็นพิษ ทานอาหารบางอย่างเฉพาะ บางรายท้องเดินระยะหนึ่งแล้วจะมีอาการท้องผูก อุจจาระแข็ง หรือการรักษาด้วยวิธีอื่นๆ อาจทำให้ลำไส้กลับคืนสู่รูปทรงปกติได้เพียงระยะสั้นเท่านั้น

วันอังคารที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2554

บอระเพ็ด

บอระเพ็ด
บอระเพ็ด ชื่อพื้นเมืองอื่นๆ เครือเขาฮอ จุ่งจิง (เหนือ) เจตมูล หนาม (หนองคาย) ตัวเจมูลยาน เถาหัวด้วน (สระบุรี) หางหนู (อุบลราชธานี, สระบุรี) ไม้เถาเลื้อยพัน มีลักษณะคล้ายชิงช้าชาลีมาก ต่างกันที่เถามีขนาดใหญ่กว่า มีปุ่มปมมากกว่า มีรสขมกว่าและไม่มีปุ่ม ใกล้ฐานใบ ตำราไทยใช้เถาเป็นยาแก้ไข้ ขับเหงื่อ แก้กระหายน้ำ แก้ร้อนใน นอกจากนี้ใช้เป็นยาขมเจริญอาหารด้วย ปัจจุบันองค์การเภสัชกรรมผลิตทิงเจอร์บอระเพ็ด เพื่อใช้แทน Tincture Gentian ซึ่งเป็นส่วนผสมของยาธาตุที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ การทดลองในสัตว์พบว่าน้ำสกัดเถาสามารถลดไข้ได้
สรรพคุณและวิธีใช้  แก้อาการเบื่ออาหาร ใช้เถาหรือต้นสดครั้งละ 2 คืบครึ่ง ตำคั้นเอาน้ำดื่ม หรือต้มกับน้ำโดยใช้น้ำ 3 ส่วน ต้มเคี่ยวให้เหลือ 1 ส่วน ดื่มก่อนอาหาร วันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์  ไม้เถาเลื้อยพันต้นไม้อื่น เถากลมมีขนาดใหญ่เป็นปุ่มปม สีเทาอมดำ มีรสขม เปลือกลอกออกได้ ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับรูปหัวใจ ขอบใบเรียบ แผ่นใบเรียบ สีเขียว ก้านใบยาว 8 10 ซม. ดอกออกตามซอกใบ ดอกแยกเพศอยู่คนละช่อ ดอกสีเขียวอมเหลือง มีขนาดเล็กมาก ผล รูปทรงค่อนข้างกลม สีเหลืองหรือสีแดง
ส่วนที่ใช้  ราก ต้น ใบ ดอก ผล ส่วนทั้ง 5 เถาสด
สรรพคุณ
ราก  แก้ไข้เหนือ ไข้สันนิบาต แก้ไข้พิษ ไข้จับสั่น  ดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ เจริญอาหาร
ต้น  แก้ไข้ แก้ไข้พิษ แก้ไข้กาฬ แก้ไข้เหนือ บำรุงกำลัง บำรุงธาตุ แก้อาการแทรกซ้อน ขณะที่เป็นไข้ทรพิษ แก้ไข้เพื่อโลหิต แก้เลือดพิการ แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้สะอึก แก้พิษฝีดาษ เป็นยาขมเจริญอาหาร เป็นยาอายุวัฒนะ
ใบ  แก้ไข้ แก้ไข้พิษ แก้ไข้กาฬ แก้ไขจับสั่น ขับพยาธิ แก้ปวดฝี บำรุงธาตุ ยาลดความอ้วน ทำให้ผิวพรรณผ่องใส หน้าตาสดชื่น รักษาโรคผิวหนัง ผดผื่นคันตามร่างกาย ช่วยให้เสียงไพเราะ แก้โลหิตคั่งในสมอง เป็นยาอายุวัฒนะ
ดอก  ฆ่าพยาธิในท้อง ในฟัน ในหู
ผล  แก้เสมหะเป็นพิษ แก้ไข้พิษ แก้สะอึก และสมุฎฐานกำเริบ ส่วนทั้ง 5 บำบัดรักษาโรค ดังนี้ เป็นยาอายุวัฒนะ แก้ปวดเมื่อย แก้ไข้ปวดศีรษะ รักษาฟัน รักษาโรคริดสีดวงทวาร ช่วยให้เจริญอาหาร แก้ฝีมดลูก ฝีมุตกิด แก้ร้อนใน รักษาโรคเบาหวาน ลดความร้อน แก้ดีพิการ แก้เสมหะ เลือดลม แก้ไข้จับสั่น
 

วันพุธที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2554

มะเฟือง



มะเฟือง

      มะเฟือง เป็นผลไม้ที่มีรส เหมือนลูกพลัม สับปะรด มะนาว รวมกัน เวลาหั่นออกมาก็จะมีลักษณะเหมือนดาว มะเฟืองนับเป็นผลไม้ที่มีคุณค่าไม่น้อย โดยในเนื้อแท้ของผลไม้ชนิดนี้จะประกอบไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย
      ผลมะเฟือง : ให้วิตามินเอ และวิตามินซี ฟอสฟอรัส แคลเซียม
      ใบและราก : ปรุงรับประทานเป็นยาดับพิษร้อน แก้ไข ใช้ใบต้มน้ำอาบ แก้ตุ่มคัน
      ผล : ใช้เป็นยาขับเสมหะ ขับปัสสาวะ ใช้สระบำรุงเส้นผม และขจัดรังแค
      ยอด : มะเฟือง+รากมะพร้าว ต้มผสม แก้ไข้หวัดใหญ่
      แก่นและราก : ต้มกินแก้ท้องร่วง แก้เจ็บเส้นเอ็น
      ใช้เป็นเครื่องเคียงอาหารรับประทานสดๆ และแปรรูปเป็นน้ำผลไม้ คุณค่าทางอาหารของมะเฟืองอุดมไปด้วย วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 ไนอะซีน โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมันเส้นใย แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล้กและพลังงานคุณค่าของมะเฟืองตามสารอาหารที่พบแล้วจะเห็นว่ามะเฟืองหนึ่งผลนั้นสามารถที่จะช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง ควบคุมการเต้นของหัวใจให้สม่ำเสมอ ควบคุมกล้ามเนื้อ ช่วยให้เลือดแข็งตัวง่าย กล่อมประสาทช่วยระงับความฟุ้งซ่าน จึงช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้นในผู้ที่มีปัญหาเรื่องการนอนไม่หลับ
      ส่วนน้ำมะเฟืองคั้นนั้น ตำรายาโบราณกล่าวว่า มีสรรพคุณในการแก้ร้อนใน ดับกระหาย ลดความร้อนภายในร่างกายถอนพิษได้ เป็นยาขับเสมหะ ป้องกันโรคโลหิตจาง โรคเลือดออกตามไรฟัน รวมทั้งยังช่วยขับปัสสาวะ และบรรเทาอาการนิ่วในทางเดินปัสสาวะได้อีกด้วย
      ลักษณะทางพฤษศาสตร์
      มะเฟืองเป็นไม้ผลยืนต้นขนาดกลาง ลักษณะเป็นทรงพุ่ม ซึ่งมีทั้งลักษณะตั้งตรงและกึ่งเลื้อย ลำต้นและกิ่งเป็นไม้เนื้ออ่อน แกนกลางมีไส้คล้ายฟองน้ำมีสีแดงอ่อน ใบประกอบสีเขียว ประกอบด้วยใบย่อย 5-11 ใบ ออกดอกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง และตาข้างตามกิ่งและลำต้น มีดอกสีชมพูอ่อนไปจนถึงเกือบแดง ผลมีก้นแหลมเป็นเหลี่ยม มีร่องลักษณะเป็นพูประมาณ 4-6 พู ผลของมะเฟืองเป็นผลไม้ทรงกระสวย เมื่อหั่นแนวขวางได้เป็นรูปดาวห้าแฉก ผลดิบสีเขียว สุกเป็นสีเหลือง มีทั้งรสหวานและเปรี้ยวแล้วแต่สายพันธุ์
      สรรพคุณทางยา
      การแก้ร้อนใน ดับกระหาย ลดความร้อนภายในร่างกาย ถอนพิษได้ แต่สามารถเพิ่มโอกาสเป็นนิ่วในทางเดินปัสสาวะได้ เนื่องจากสารออกซาเลตที่มีอยู่มากในมะเฟืองจะไปจับตัวกับแคลเซียมตกเป็นผลึกในไต และยังทำให้เกิดอาการไตวายเฉียบพลันได้ หากได้รับเข้าไปในปริมาณที่มาก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับภาวะการขาดน้ำของร่างกายด้วย
     

วันเสาร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ฟักทอง



ฟักทอง
ฟักทอง ถือเป็นพืชในตระกูลมะระชนิดไม้เถาขนาดใหญ่ ผิวผลขณะยังอ่อนมีสีเขียว เมื่อแก่แล้วจะมีสีเขียวสลับเหลือง ผิวไม่เรียบ ขรุขระ เปลือกมีลักษณะแข็ง เนื้อในสีเหลืองมีเส้นใยอยู่ภายในเป็นสีเหลืองนิ่มพร้อมกับเมล็ดสีขาวแบนๆ ติดอยู่ ประโยชน์ของฟักทองนั้นมีมากมาย สามารถนำมาใช้กินบำรุงร่างกายและรักษาโรค
สรรพคุณทางยาของฟักทอง
-        เมล็ดสามารถขับพยาธิตัวตืด ขับปัสสาวะ และบำรุงร่างกายได้ดี
-        ราก บำรุงร่างกาย แก้ไอ ถอนพิษของฝิ่นได้
-        น้ำมันจากเมล็ดบำรุงประสาทได้ดี
-        เยื่อกลางผลสามารถนำมาพอกแก้อาการฟกช้ำ ปวด อักเสบ
ประโยชน์ของฟักทองทางโภชนาการ
-        เนื้อฟักทอง มีวิตามินเอสูงมาก มีฟอสฟอรัส แคลเซียม วิตามินซี แป้ง สารสีเหลืองและโปรตีน
-        ใบอ่อน มีวิตามินเอสูงเท่ากับเนื้อฟักทอง มีแคลเซียมและฟอสฟอรัสสูงกว่าในเนื้อ
-        ดอก มีน้ำมัน แป้ง ฟอสฟอรัส โปรตีนและวิตามิน
เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยประโยชน์ของเมล็ดฟักทอง ในเมล็ดฟักทองมีสารชื่อ คิวเคอร์บิติน (cucurbitine) ซึ่งมีฤทธิ์ฆ่าพยาธิตัวตืดได้ดี วิธีใช้ ให้เตรียมเมล็ดฟักทองประมาณ 60 กรัม ทุบให้แตกละเอียดนำมาผสมกับน้ำตาล นม และน้ำเติมลงไปจนได้ประมาณ 500 มิลลิลิตร แบ่งรับประทาน 3 ครั้ง ห่างกันทุก 2 ชั่วโมง ควรรับประทานยาระบายน้ำมันละหุ่ง 2 ช้อนโต๊ะ ช่วยในการขับถ่าย
ฟักทอง เป็นพืชผักที่มีกากใยมากพอสมควร ช่วยให้ระบบย่อยอาหารดีขึ้น และไม่ทำให้อ้วน เพราะมีแคลอรี่ไม่สูงมาก ผู้ต้องการมีรูปร่างสวยงามควรบริโภคเป็นประจำ และฟักทองยังมีวิตามินสูง ซึ่งช่วยบำรุงผิวพรรณและสายตาอีกด้วย
หากกินฟักทองทั้งเปลือกจะได้ฤทธิ์ทางยา สามารถกระตุ้นการหลั่งอินซูลิน ซึ่งช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเส้นเลือด ป้องกันการเกิดเบาหวาน ความดันโลหิต นอกจากนี้ยังช่วยบำรุงตับ ไต นัยน์ตา และสร้างเซลล์ใหม่ทดแทนเซลล์ที่ตายไป ในบางครั้งบางเวลาเราอาจจะใช้เมล็ดฟักทองถ่ายพยาธิลำไส้ พยาธิตัวตืด หรือนำไปคั่วกินเป็นอาหารว่าง และสามารถป้องกันการเกิดนิ่ว ก็ให้รับประทานน้ำมันละหุ่งระบายตาม เพื่อให้ถ่ายพยาธิออกมาได้ เนื่องจากเมล็ดฟักทองมีแร่ธาตุฟอสฟอรัส สังกะสีสูง
ข้อควรระวังคนที่กระเพาะร้อน (คือมีอาการกระหายน้ำ ปากเหม็น หิวง่าย ปัสสาวะเหลือง ปัสสาวะน้อย ท้องผูก ถ้าร้อนมากขึ้นไปอีก อาจพบแผลในช่องปาก ปากเปื่อย เหงือกบวบแดง ชอบทานน้ำเย็น) ไม่ควรกินฟักทองให้มาก เพราะฟักทองจัดเป็นยาร้อน แม้คนปกติเอง ถ้ากินครั้งเดียวมากๆ ก็อาจจะทำให้มีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ไม่สบายท้องได้