วันจันทร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2554

มะละกอ


มะละกอ

          มะละกอ ผลสุกจะมีสารอาหารและวิตามินหลายชนิด โดยเฉพาะวิตามินเอและวิตามินซี ซึ่งช่วยบำรุงสายตา ช่วยป้องกันและรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน นอกจากนี้ยังมีสารเพ็คติน (pectin) ที่จะช่วยรักาอาการท้องผูกและท้องเสียในคราวเดียวกัน สำหรับรักษาอาการท้องเสียสารเพ็คตินจะช่วยให้อุจจาระแข็งตัว และสำหรับอาการท้องผูกเพ็คตินจะช่วยเพิ่มกากอาหารดูดซับน้ำในลำไส้แล้วพองตัว กระตุ้นให้ลำไส้บีบตัวขับถ่ายออกมาได้ง่าย
          ประโยชน์ของมะละกอยังเผื่อแผ่ไปถึงเด็กทารกที่ดูดนมมารดาอีก เพราะช่วยกระตุ้นให้แม่มีน้ำนมมากขึ้น ป้องกันโรคนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ ป้องกันการติดเชื้อจากจุลินทรีย์ที่อยู่ในลำไส้ เรื่องความสวยงาม มะละกอยังมีเอนไซม์ที่ช่วยบำรุงผิวได้เป็นอย่างดี ใครอยากมีผิวหน้าเนียนขาวนุ่มชุ่มชื้นก็นำมะละกอสุกครึ่งถ้วยผสมกับน้ำผึ่งแท้ 1 ช้อน นมสดอีก 1 ช้อน ปั่นเข้าด้วยกันเป็นครีมข้น ทาให้ทั่วผิวหนัง ทิ้งไว้ 10-15 นาทีแล้วล้างออก เท่านี้ก็เห็นผลทันตาและทันใจทีเดียว
          ในผลดิบมีเอนไซม์หรือน้ำย่อยหลายชนิด ที่สำคัญคือปาเปน (papane) มีคุณสมบัติที่ร่างกายผลิตขึ้นสำหรับย่อยอาหารประเภทโปรตีนและอาหารประเภทแป้ง และยังมีเพ็คติน หรือกากอาหารสูง การรับประทานมะละกอดิบจึงมีผลให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น ทว่าในสตรีที่กำลังตั้งครรภ์ไม่คสรรับประทานมากนัก เนื่องจากพบว่าในเนื้อมะละกอดิบจะช่วยขับประจำเดือนและทำให้คลอดง่าย สตรีที่ตั้งครรภ์อ่อนๆ หากทานมากไปอาจทำให้แท้งได้
          ยางจากผลดิบใช้ขับพยาธิตัวกลม ช่วยกัดแผล รักษาตาปลาและหูด
          ตำรับยาใช้ภายนอก
          1. รักษาแผลเรื้อรัง
          ส่วนที่ใช้  ผลแก่ดิบ
          ก่อนใช้ยาขนานนี้ควรทดสอบผิวก่อนว่าแพ้ยางมะละกอหรือไม่ โดยให้เอาเนื้อมะละกอไปทาที่ซอกหูหรือข้อพับแขน หากมีผื่นขึ้นหรือรู้สึกแสบร้อนไม่ควรใช้นาขนานนี้
          วิธีใช้  นำผลมะละกอแก่สดไปปอกเปลือกแล้วล้างน้ำให้สะอาด สับให้เป็นเส้นเล็กๆ นำไปบดหรือตำให้ละเอียด นำไปพอกบริเวณแผล ปิดทับด้วยผ้าสะอาด เปลี่ยนวันละ 3 ครั้ง จนกว่าแผลจะหาย
          2. ช่วยกัดแผล รักษาตาปลาและหูด
          ส่วนที่ใช้  ยางจากผลดิบ 
          ก่อนใช้ยาขนานนี้ควรทดสอบผิวก่อนว่าแพ้ยางมะละกอหรือไม่
          วิธีใช้  ใช้ยางจากผลดิบทาบริเวณตาปลาหรือหัวหูดจนกว่าจะหาย
          3. แก้พิษตะขาบหรือแมงป่อง
          ส่วนที่ใช้   ผลดิบแก่สด
          ก่อนใช้ยาขนานนี้ควรทดสอบผิวก่อนว่าแพ้ยางมะละกอหรือไม่
          วิธีใช้  ฝานเนื้อมะละกอดิบเป็นแผ่นบางๆ ให้มียางซึมออกมา แล้วนำไปวางบริเวณที่ถูกต่อย

          ตำรับยาใช้ภายใน
          1. ใช้เป็นยาระบาย แก้ท้องผูก และท้องเสีย
          ส่วนที่ใช้    ผลสุก
          หากรับประทานมากประจำติดต่อกันนานจะทำให้เป็นโรคทีนีเนีย (โรคผิวสีเหลือง) เพราะมะละกอสุกจะมีสารแคโรทีนอยด์อยู่ในปริมาณมาก
          วิธีใช้  รับประทานผลสุกเมื่อมีอาการ
          2. ขับพยาธิเส้นด้ายในเด็ก
          ส่วนที่ใช้   ยางและเมล็ด จากมะละกอแก่ดิบ
          วิธีใช้   -  ใช้ยางจากผลมะละกอดิบ 1 ช้อนโต๊ะ ผสมกับไข่ 1 ฟอง ทอดให้เด็กทานให้หมดตอนเช้าขณะท้องว่าง
                       -  ใช้น้ำยางสด 1 ช้อนโต๊ะ น้ำผึ่ง 1 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำร้อน 3 - 4 ช้อนโต๊ะ ให้รับประทานครั้งเดียวหมด สำหรับเด็กอายุมากกว่า 10 ขวบ ในเด็กอายุระหว่าง 7 - 10 ขวบ ให้ลดยางมะละกอเหลือครึ่งหนึ่ง หลังจากทานยานี้ 2 ชั่วโมงให้ทานน้ำมันละหุ่ง 2 - 3 ช้อนชา กระตุ้นให้ขับถ่ายออกมา ควรทายานี้ติดต่อกัน 2 วัน
                       -  ใช้เมล็ดมะละกอสดหรือที่แห้งใหม่ๆ 1 -1.5 ช้อนกาแฟ คั่วไฟพอให้บดได้ง่าย บดแล้วผสมน้ำผึ้งหรือน้ำเชื่อมพอหวาน ทานติดต่อกัน 2-3 วัน




วันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2554

สับปะรด



สับปะรด

          สับปะรด เป็นพืชที่รสชาติดี ใช้กินเป็นผลไม้ หรือปรุงเป็นอาหาร ส่วนมากนิยมนำไปแปรรูปทำเป็นสับปะรดกระป๋อง และสับปะรดกวน ส่วนใบมีเส้นใยยาวเหนียว สามารถนำไปทำเป็นเชือก หรือทำเป็นกระดาษ สับปะรดมีรสหวานฝาดเล็กน้อย
          สารอาหารที่อยู่ในสับปะรดมีประโยชน์จำนวนมาก และมีคุณค่าทางยาสูง มีสรรพคุณช่วยย่อยอาหารจำพวกเนิ้อ เสริมการดูดซึมอาหาร ดับร้อนแก้กระหาย สับปะรดยังมีสารจำพวกน้ำตาล กรด วิตามิน อยู่หลายชนิด
          การรับประทานสับปะรดเป็นประจำ จะช่วยป้องกันโรคไตอักเสบ ความดันโลหิตสูง หลอดลมอักเสบ สับปะรดที่เริ่มนิ่ม มีน้ำเหนียวๆ ไหลออกมา แสดงว่าสุกมากเกินไปและเริ่มเน่า ไม่ควรรับประทาน
          การรับประทานที่ถูกวิธี คือ ใช้มีดใหญ่เฉือนเปลือกออกจนหมด จากนั้นจึงใช้มีดตัดส่วนตาออกเป้นร่องเฉียง เป็นแถวๆ เอาส่วนตาออกแล้วตัดเป็นชิ้น แล้วเอาเกลือแกงทาให้ทั่วหรือมิฉะนั้นก็แช่ในน้ำเกลืออ่อนๆ ประมาณ 2-3 นาที การทาเกลือหรือแช่ในน้ำเกลือนอกจากจะทำให้รสชาติดีขึ้นแล้ว ยังเป็นการทำลายสารจำพวก Glycoalkaoid และเอนไซม์บางชนิด ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เกิดอาการแพ้ได้ หลังรับประทาน
          ประโยชน์ต่อสุขภาพถึงไม่ควรมองข้ามไป เรามาทำความรู้จักกับข้อดีของสับปะรดกันดีกว่าค่ะ เพื่อสุขภาพของเราเอง
          1. ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง รับประทานสับปะรดวันละ 1 ชิ้น จะช่วยให้ร่างกายได้รับวิตามินซี ช่วยในการทำงานของเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน และยังช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายติดเชื้อและต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆ แต่ในผู้ที่มีเลือดจางไม่ควรกินมากนัก
          2. ช่วยในระบบการย่อยอาหาร สับปะรดมีกากใยอาหารมากซึ่งมีความสำคัญกับการย่อยอาหาร ช่วยลดคอเลสเตอรอลควบคุมน้ำตาลในเส้นเลือด และช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็ง
          3. ช่วยให้เลือดลมไหลเวียนดี สับปะรดมีสารแอนตี้ออกซิเดนท์ เช่น วิตามินซี เบต้าแคโรทีน และแมงกานีส ช่วยป้องกันอันตรายจากอนุมูลอิสระที่จะทำลายโครงสร้างของเซลล์
          4. ป้องกันความเสี่ยงจากโรคมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งกระเพราะอาหารและมะเร็งเต้านม และจากการศึกษาพบว่า เอนไซม์ Bromelain ในสับปะรดจะช่วยป้องกันการเติบโตของเซลล์ร้ายในปอด ป้องกันมะเร็งลำไส้ และมะเร็งรังไข่
          5. ช่วยป้องกันโรคต่างๆ การรับประทานผักและผลไม้ให้ได้วันละ 5 กำมือ จะช่วยลดการเสียชีวิตด้วยโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น อัมพฤกษ์ อัมพาต หรือมะเร็ฌง ได้ถึง 20%
            6. ช่วยให้เหงือกแข็งแรง สับปะรดช่วยให้สุขภาพในช่องปากแข็งแรง เนื่องจากสับปะรดมีวิตามินซีสูง ที่จะช่วยป้องกันความเสี่ยงจากโรคเหงือกได้
            7. ช่วยยับยั้งการอักเสบ  เอนไซม์ Bromelain ในสับปะรดจะช่วยยับยั้งการอักเสบ ทั้งนี้ชาวอเมริกาใต้โบราณใช้สับปะรดเป็นยารักษาโรคผิวหนังและรักษาบาดแผล

           หมายเหตุ : แม้ว่าสับปะรดจะมีประโยชน์มากแต่ก็ควรกินพอประมาณ เช่น วันละหนึ่งชิ้น และกินผลไม้อื่นๆ ให้หลากหลายด้วย เพราะการกินอะไรที่มากเกินไปก็ย่อมให้ผลเสียทั้งนั้น

วันพฤหัสบดีที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2554

คุณประโยชน์ของผัก - ผลไม้


กล้วยน้ำว้า

         กล้วยน้ำว้า เป็นพืชที่ใครๆ ก็รู้จักและเคยรับประทาน แต่จะมีซักกี่คนที่รู้ว่ากล้วยน้ำว้านี้ มีประโยชน์หรือคุณค่าทางอาหารอย่างไรบ้าง จริงๆ แล้วกล้วยน้ำว้ามีคุณค่าทางอาหารอยู่มากมาย เช่น วิตามิน แคลเซียม เหล็ก แมงกานีส และอิ่นๆ อีกหลายชนิด อีกทั้งส่วนต่างๆ ขแงกล้วยยังสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการประกอบอาหารได้อีกหลายอย่างทั้งคาวและหวาน หรือนำไปทำข้าวของเครื่องใช้ก็ได้ เช่น เครื่องสาน ใบตอง เชือก เป็นต้น สำหรับประโชชน์ทางยาสามารถใช้ได้ทั้งผลดิบและสุก โดยมีการศึกษาวิจัยแล้ว
          ผลดิบ มีรสฝาด มีสารสำคัญที่ออกฤทธิ์ชื่อแทนนิล (tannin) ใช้รักษาอาการท้องเสีย โดยให้รับประทานทั้งเปลือกหรือหั่นตากแห้ง แล้วบดเป็นผงชงน้ำร้อน หรือปั้นเป็นเม็ดรับประทาน นอกจากนี้ ยังมีสรรพคุณยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียและรักษาแผลในกระเพาะอาหารได้อีกด้วย
          ผลสุก มีรสหวาน สรรพคุณเป้นยาระบาย โดยรับประทานครั้งละ 2 - 3 ผล วันละ 2 เวลา เช้า-เย็น ต่อเนื่องกันอย่างน้อย 7 - 10 วัน จะช่วยไม่ให้ท้องผูก โดยมีสารสำคัญที่ออกฤทธิ์ชื่อ เพคติน (pectin) ซึ่งจะช่วยเคลือบผนังกระเพาะอาหาร ช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหารให้ได้ผลเร็วขึ้น นอกจากนี้ ผลกล้วยน้ำว้าสุกยังมีสรรพคุณเป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยบำรุงกำลังบำรุงร่างกายได้
         กล้วยน้ำว้า มีโปรตีน และมีกรดอะมิโน อาร์จินิน และฮีสติดิน ซึ่งมีควมจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของทารก แถมยังมีวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกายอีกด้วย นั้นเป็นคุณค่าทางโภชนาการ คราวนี้เรามาดูกันว่าสรรพคุณทางยาของกล้วยน้ำว้า มีอะไรกันบ้าง 
          1. ช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอ และแกรเจ็บหน้าอกจากการไอแห้ง ทานวันละ 5 - 6 ผล จะช่วยให้อาการระคายเคืองลดน้อยลงได้
          2. ช่วยเรื่องกลิ่นปาก ทำให้ลดกลิ่นปากได้ดี วิธีรับประทานคือ ทานกล้วยน้ำว้าหลังตื่นนอนทันที แล้วค่อยแปรงฟัน จะช่วยลดกลิ่นปากได้
          3. ช่วยเป็นยาระบายแก้ท้องผูก หรือระบบขับถ่ายไม่ปกติ วิธีรับประทานคือ ทานกล้วยน้ำว้าสุก 1 - 2 ผล ก่อนนอน แล้วดื่มน้ำตามมากๆ จะช่วยให้ถ่ายท้องได้ดีในวันรุ่งขึ้น
          4. ช่วยแก้ท้องเดิน หรือท้องเสียได้ ในกล้วยน้ำว้าจะมีสารเทนนิน ซึ่งสามารถช่วยรักษาอาการท้องเสียแบบไม่รุนแรงได้ โดยการนำกล้วยน้ำว้าดิบ หรือกล้วยน้ำว้าห่าม มาปอกเปลือกหั่นเป็นชิ้นบางๆ ใส่น้ำพอท่วมยา ต้มนานครึ่งชั่วโมง ดื่มครั้งละ 1/2 - 1 ถ้วยแก้ว ให้ดื่มทุกครั้งที่ถ่าย หรือทุกๆ 1 - 2 ชั่วโมง ใน 4 - 5 ชั่วโมงแรก หลังจากนั้นให้ดื่มทุกๆ 3 - 4 ชั่วโมง หรือวันละ 3 - 4 ครั้ง (ถ้ายุ่งยาก ก็หายามาทานก็ได้ค่ะ)
          5. ช่วยรักษาโรคกระเพาะได้ นำกล้วยน้ำว้าดิบมาปอกเปลือกแล้วนำเนื้อมาฝานเป็นแผ่นบางๆ ตากแดด 2 วัน ให้แห้งกรอบ บดเป็นผงให้ละเยด ใช้ทานครั้งละ 1 - 2 ช้อนโต๊ะ ละลายน้ำข้าว หรือน้ำผึ่ง ทานก่อนอาหารครึ่งชั่วโมง หรือก่อนนอนทุกวัน
          6. เปลือกกล้วยน้ำว้า ช่วยบรรเทาอาการคันอันเนื่องมาจากแมลงกัดต่อย และผื่นแดงจากการคันได้ เนื่องจากมีฤทธิ์ในการต้านเชื้อรา และต้านเชื้อแบคทีเรีย ที่ทำให้เกิดหนอง

รู้สรรพคุณของกล้วยน้ำว้าอย่างนี้แล้ว รีบไปซื้อติดบ้าน ไว้รับประทานบ้าง ก็คงจะดีไม่น้อย

วันพุธที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2554

อันตรายจากการใช้ “ภาชนะเมลามีน” ที่ผิดวิธี

ภาชนะเมลามีน จัดเป็นภาชนะอีกประเภทหนึ่งที่ได้รับความนิยม เพราะเนื่องจากมีคุณสมบัติที่ทนกรด ด่าง ทนทาน (ไม่แตกง่าย) แล้ว ยังมีน้ำหนักเบา มีลวดลายสวยงาม จึงทำให้มีผู้นิยมใช้กัน  แต่ในข้อดีดังกล่าว ก็มีข้อจำกัดบางประการของการใช้ภาชนะและเครื่องใช้เมลามีนอย่าง จาน ชาม ทัพพี ช้อน ถ้วยกาแฟ ที่ต้องสัมผัสกับอาหารที่เราบริโภคเข้าไป เพราะเนื่องจากภาชนะและเครื่องใช้เมลามีนผลิตจากสารอัดแบบเมลามีน ฟอร์มาลดีไฮด์ โดยผ่านกระบวนการอัดขึ้นรูปด้วยความร้อน จนกลายมาเป็นภาชนะและเครื่องใช้ที่เราใช้กันอยู่นี้ ซึ่งจากกระบวนการผลิตที่ต้องใช้ความร้อน ภาชนะดังกล่าวก็น่าจะมีข้อดีอีกหนึ่งประการ คือ ทนความร้อนในอุณหภูมิสูงๆ ได้มากกว่า 100 องศาเซลเซียส
          จากคุณสมบัติทางกายภาพของภาชนะเมลามีนสามารถทนความร้อนในอุณหภูมิที่สูงถึง 125 องศาเซลเซียส ภาชนะจะยังคงรูปทรง ไม่บิดเบี้ยว แต่ถ้านำมาใส่อาหารที่มีความร้อนสูงเกิน 100 องศาเซลเซียส จะมีการแพร่กระจายของสารฟอร์มาลดีไฮด์ออกมาเป็นอันตรายต่อสุขภาพ หากสะสมในร่างกายในปริมาณมากจะก่อให้เกิดโรคมะเร็งในระบบทางเดินอาหารและหากสูดดมเข้าไปมากจะมีผลต่ออวัยวะในระบบทางเดินหายใจและปอดเกิดเป็นมะเร็ง ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยไม่สมควรนำภาชนะเมลามีนมาใช้กับเตาไมโครเวฟ เพราะความร้อนจากไมโครเวฟจะทำให้มีสารฟอร์มาลดีไฮด์ปนเปื้อนเกินมาตรฐานที่กำหนด (กระทรวงสาธารณสุขกำหนดให้แพร่กระจายได้ไม่เกิน 2 มิลลิกรัม/ลิตร) หรือนำภาชนะเมลามีนใช้ใส่อาหารที่ร้อนจัด เช่น ใส่น้ำขณะที่เดือดจัด ของทอดที่ร้อนจัดที่อุณหภูมิเกิน 100 องศาเซลเซียส ถ้าจะต้องใช้ภาชนะในการอุ่นหรือปรุงอาหารด้วยเตาไมโครเวฟ ควรใช้ภาชนะที่ระบุว่าใช้กับไมโครเวฟหรือภาชนะประเภทเซรามิก แต่สำหรับอาหารที่ร้อนจัดควรทิ้งไว้ 2 3 นาที จึงค่อยนำมาใส่ภาชนะ ส่วนอาหารประเภทก๋วยเตี๋ยว แกงที่พึ่งยกออกจากเตา ควรพักไว้สักระยะจะไม่เป็นอันตราย เพราะอาหารดังกล่าวมีอุณหภูมิไม่เกิน 100 องศาเซลเซียส สำหรับอุณหภูมิที่ปลอดภัยควรใช้งานที่อุณหภูมิไม่เกิน 60 องศาเซลเซียส
          นอกจากข้อระวังในการใช้ภาชนะและเครื่องใช้เมลามีนในเรื่องความร้อนแล้ว ขอแนะนำว่าเมื่อผู้บริโภคต้องเลือกซื้อภาชนะเมลามีนควรดูที่ฉลาก ข้อแนะนำ คำเตือน และต้องมีเครื่องหมาย มอก. กำกับ เพราะภาชนะและเครื่องใช้เมลามีนมีแหล่งผลิตหลายที่ หากไม่มีเครื่องหมาย มอก. กำกับผลิตภัณฑ์ดังกล่าว อาจไม่มีคุณภาพและมักมีสารฟอร์มาลดีไฮด์แพร่กระจายออกมามากกว่าปกติ ดังนั้น ก่อนนำมาใช้งานครั้งแรกควรล้างด้วยน้ำร้อนเพื่อชะล้างสิ่งสกปรกและสารฟอร์มาลดีไฮด์ ที่ติดอยู่ผิวนอกของภาชนะออกไปก่อน อีกทั้งในการล้างทำความสะอาดไม่ควรใช้อุปกรณ์ที่มีลักษณะแข็ง เช่น ใยเหล็ก แปรงขัด แผ่นขัดที่มีผิวหยาบ เพราะจะทำให้ภาชนะเกิดรอยขีดข่วนและทำให้สารฟอร์มาลดีไฮด์ปนเปื้อนในอาหาร ควรใช้ฟองน้ำอ่อนนิ่มในการล้างทำความสะอาดภาชนะเมลามีนทุกครั้ง

วันจันทร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2554

งาขาว - งาดำ อุดมไปด้วยวิตามิน... ดีต่อสุขภาพ

          งา เป็นพืชที่อุดมไปด้วยสารอาหารต่างๆ มากมายที่ใครหลายๆ คนอาจคาดไม่ถึง เพราะเห็นเป็นพืชเมล็ดเล็กๆ เท่านั้น แต่คุณผู้อ่านทราบหรือไม่ว่าเจ้าพืชเมล็ดจิ๋วนี้ ที่สามารถช่วยรักษาโรคต่างๆ ได้มากมาย แถมยังสามารถนำมาบำรุงผมให้ดกดำและบำรุงผิวพรรณให้สวยงาม ได้อีกด้วย
          ปัจจุบันมีการวิจัยค้นคว้าถึงคุณประโยชน์ของ "งา" กันมากขึ้น ซึ่งงาที่เรารู้จักกันมี 2 สี ได้แก่ งาขาวและงาดำ จากการศึกษาพบว่าในงามีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมายหลายด้าน ได้แก่ สรรพคุณทางยา คือ แก้ปัสสาวะ อุจจาระขัด โดยใช้เมล็ดงา 20 - 25 กรัม แช่ในน้ำเดือดหรือต้มรับประทานขณะท้องว่าง ถ้าความดันโลหิตสูงให้ใช้เมล็ดงา น้ำส้ม ซีอิ้ว และน้ำผึ้ง อย่างละ 30 กรัม ผสมกับไข่ขาว 1 ฟอง คนให้เข้ากันแล้วต้มด้วยไฟอ่อนๆ จนสุก รับประทานวันละ 3 ครั้ง เป็นประจำ
          ถ้าไอแห้ง ไม่มีเสมหะให้นำเมล็ดงา 250 กรัม น้ำตาลทรายแดง 50 กรัม บดรวมกันรับประทานครั้งละ 15 - 20 กรัม จากนั้นนำผงที่ได้เติมน้ำเดือดไว้สัก 2 - 3 นาที ดื่มขณะยังอุ่นๆ วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น สำหรับน้ำมันงาช่วยกระตุ้นการงอกของเส้นผม โดยไปเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตรอบๆ รูขุมขนบนหนังศีรษะเพิ่มความชุ่มชื้นบำรุงเส้นผม


          นอกจากนี้สารอาหารในงายังอุดมไปด้วย วิตามินบี1 บี2 บี3 บี5 บี6 บี9 และวิตามินไบโอติน โคลีน ไอโน สิตอล กรดพาราอะมิโนแบนโซอิค ซึ่งสารเหล่านี้จะช่วยบำรุงประสาทให้เป็นไปอย่างปกติ ส่วนกรดไขมันไลโนลีอิกที่มีอยู่มากในงานั้น ก็เป็นสารอาหารที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการเจริญเติบโตและสามารถเก็บความชุ่มชื้นของผิวหนังได้ดี ที่สำคัญงายังเป็นแหล่งโปรตีนและแร่ธาตุ เช่น ธาตุเหล็กบำรุงเลือ ธาตุไอโอดีน ป้องกันโรคคอหอยพอก ธาตุสังกะสี บำรุงผิวหนัง ธาตุแคลเซียมและฟอสฟอรัส บำรุงกระดูกและฟัน ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ในงามีแคลเซียมและฟอสฟอรัสมากกว่าพืชผักชนิดอื่นถึง 20 เท่า ซึ่งธาตุทั้ง 2 ชนิดนี้เป็นแร่ธาตุที่สำคัญมากในการเสริมสร้างกระดูก
          อย่างไรก็ตามหากใครที่มักมีอาการนอนไม่หลับอ่อนเพลีย งายังเป็นอาหารที่สามารถบำรุงกำลังได้เป็นอย่างดี และยังให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย ช่วยให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า ป้องกันโรคเหน็บชา ป้องกันอาการท้องผูก รักษาอาการนอนไม่หลับ และยังช่วยควบคุมระดับคอเลสเตอรอลไม่ให้มีมากเกินไป ป้องกันไม่ให้หลอดเลือดแข็งตัว ป้องกันโรคหัวใจและโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดบางชนิดได้อีกด้วย

วันศุกร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2554

สาระน่ารู้

ปัญหาลูกไม่ยอมกินผัก สาเหตุมาจากพ่อแม่เองที่ไม่ชอบกินผัก ดังนั้น ต้องปรับที่ผู้ใหญ่ให้กินผักก่อน ลูกจึงจะกินตามไปด้วย เราต้องดัดแปลงผักให้เหมาะสมตามวัยของลูก ควรจัดผักประเภทนิ่ม ไม่มีกลิ่นเหม็นเขียวให้ลูกก่อน เช่น แครอท ฟักทอง ต้มเปื่อย ใส่ในอาหารให้ลูกเคยชิน หรือจะหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ให้ลูกหยิบกินเอง ลูกจะได้มีส่วนเลือกและทำด้วยตนเอง
ปัญหาการเบื่อข้าวของเด็ก เป็นปัญหาที่เผชิญในการเลี้ยงดูลูก การเบื่อข้าวของเด็กนั้น ส่วนหนึ่งเป็นด้วยพัฒนาการปกติตามวัย ซึ่งห่วงเล่น อยากรู้อยากเห็น อยากทำอะไรต่ออะไรด้วยตัวเอง และกินอาหารในปริมาณที่ไม่มาก น้ำหนักจึงขึ้นช้าเมื่อเทียบกับขวบปีแรก
ข้อแนะนำหากลูกเบื่ออาหาร
1. เข้าใจพัฒนาการและการให้อาหารเสริมที่เหมาะตามวัย
2. เน้นให้อาหารที่มีคุณค่าและให้พลังงานสูง เช่น อาหารพวกโปรตีน ไข่ นม คาร์โบไฮเดรต เช่น ข้าว ก๋วยเตี๋ยว ขนมปัง
3. ให้ลูกกินเอง ยอมให้หกเลอะเทอะ เพื่อพัฒนาการเรีนนรู้
4. กำหนดเวลาอาหารในแต่ละมื้อ ไม่ควรเกิน 30-45 นาที โดยให้กินร่วมกับผู้ใหญ่ ซึ่งจะเป็นแบบอย่างของการกินที่เหมาะสม และขณะกินข้่าวไม่ควรมีสิ่งทีาจะมาเบี่ยงเบนความสนใจ กินเสร็จจึงค่อยให้เล่น
5. ควรเปลี่ยนรูปแบบอาหารให้มีสีสันต่างๆ ปัจจุบันมีเมนูสำหรับครอบครัวที่ทำง่าย สามารถทำกิจกรรมร่วมกันได้
6. แต่ถ้าลูกมีปัญหากินน้อยลงกว่าเดิม หรือน้ำหนักไม่ขึ้นอาจต้องปรึกษาแพทย์

วันพุธที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2554

ขนมกรุบกรอบ ทำให้ไอคิวเด็กลดลง

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัย Bristol แห่งอังกฤษ ระบุว่า การให้เด็กๆ อายุต่ำกว่า 3 ขวบ รับประทานอาหารที่เต็มไปด้วยน้ำตาลและไขมัน อย่างขนมกรุบกรอบ มันฝรั่งทอด บิสกิต หรืออาหารจานด่วนอย่างพิซซ่า มีส่วนทำให้กระบวนการพัฒนาของเซลล์สมองด้อยประสิทธิภาพลง และอาจทำให้เด็กมีไอคิวต่ำ
งานวิจัยนี้ได้นำระดับไอคิวของเด็กที่ได้กินอาหารข้างต้นบ่อยๆ ตั้งแต่อายุต่ำกว่า 3 ขวบ เปรียบเทียบกับเด็กที่กินอาหารประเภทผัก ผลไม้ และอาหารที่ทำเองในบ้าน พบว่า เด็กกลุ่มแรกมีไอคิวต่ำกว่าเด็กกลุ่มหลังอย่างน้อย 5 แต้ม และแม้ว่าพ่อแม่จะปรัยอาหารให้ดีขึ้นในภายหลัง ก็อาจสายเกินไปด้วยซ้ำ เพราะพัฒนาการของสมองนั้น ในช่วง 3 ปีแรกถือเป็นช่วงที่สำคัญที่สุดของชีวิตเลยทีเดียว
งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่า อาหารที่มีประโยชน์เป็นสิ่งจำเป็นมากสำหรับการพัฒนาสมองในช่วง 3 ปีแรกของชีวิต ซึ่งถือเป็นช่วงที่สมองเจริญเติบโตอยาางรวดเร็วที่สุด...คุณพ่อคุณแม่จคงต้องใส่ใจเรื่องนี้กันมากๆ

วันจันทร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2554

การชะลอความแก่

              การชะลอความแก่ที่สำคัญคือต้องหัดดูแลร่างกายให้แข็งแรงสมบูรณ์  ในขณะที่เอาใจใส่ต่อสุขภาพจิตและจิตวิญญาณ  ทุกคนอยากมีอายุยืนยาว แต่ถ้าเราไม่ทำอะไรเลยก็จะไม่บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว ดังนั้นการเอาใจใส่ดูแลสุขภาพตัวเราเองเป็นเรื่องสำคัญโดยทุกอย่างขึ้นกับการปฏิบัติที่ถูกต้องเท่านั้น ระบบการดูแลสุขภาพแบบการแพทย์แผนตะวันออกมีอยู่แล้ว และถือว่าเป็นจุดแข็งของศาสตร์การแพทย์ในยุคนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งศาสตร์ของการแพทย์แผนไทย เพียงแต่จำเป็นต้องปรับให้ทันสมัยมากขึ้นให้เข้ากับยุคสมัยและนำมาใช้ระบบบริการและส่งเสริมสุขภาพให้มากยิ่งขึ้น เพื่อให้คนไทยทุกคนแข็งแรงและอายุยืนยาว
              สภาวะของร่างกายและสุขภาพของแต่ละคนจะแตกต่างกันไป บางคนมีสุขภาพทางจิตและร่างกายที่ย่ำแย่ เช่น เป็นโรคอ้วน กระดูกพรุนและซึมเศร้า
              ในขณะที่อีกคนกลับกระปรี้กระเปร่าร่าเริง แจ่มใส มีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงและอายุยืน ความแตกต่างของสุขภาพเช่นนี้เกิดจากกรรมพันธุ์แค่ 30% แต่ที่สำคัญคือขึ้นกับปัจจัยหลักคือการปฏิบัติตนเอง เพื่อให้มีสุขภาพกายและจิตที่ดี ทั้งนี้รวมถึงการเลือกอาหารการกินที่ดีด้วย
              เป็นที่ทราบกันแล้วว่าการแก่ชราของร่างกายเป็นสภาวะที่ไม่หยุดนิ่ง และเป้นภาวะที่เกิดแล้วให้กลับย้อนวัยไม่ได้ อย่างไรก็ตาม เราสามารถที่จะชะลอได้ ถ้าปฏิบัติตนให้ดี การพักอยู่เฉยๆ โดยไม่ทำอะไร เช่น การนอนมากเกินไป หรือการไม่เคลื่อนไหวออกกำลังกายจะทำให้แก่เร็วได้
              เราสามารถศึกษาสภาวะการแก่ชราได้ โดยดูจากการใช้แก๊สออกซิเจนของกล้ามเนื้อ สภาพของร่างกายในการควบคุมอุณหภูมิ สภาพของเม็ดเลอด ระดับของแคลเซียม สภาวะของการได้ยิน การรับรส เป็นต้น การที่จะชะลอความแก่ในปัจจุบันยังไม่สามารถควบคุมด้วยหลักของพันธุกรรม แต่สามารถควบคุมได้โดยการปรับวิถีชีวิต เช่น เลิกบุหรี่ การออกกำลังกายและควบคุมอาหาร ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ กล้ามเนื้อลีบหรือซาร์โคพีเนีย (sarcopenia) เราสามารถรักษาได้โดยการปฏิบัติตนเองในการออกกำลังกาย และเลือกบริโภคอาหารที่ดี อย่าหวังคิดไปพึ่งยา เพื่อจะรักษาอาการเหล่านี้ เป็นที่ทราบกันดีว่า ถ้ากล้ามเนื้อสูญเสียไปก็เท่ากับทำให้เรามีสมรรถภาพของร่างกายลดลงทันที ความแก่ถ้ามองแบบง่ายๆ คือการเข้าสู่ความตายมากขึ้นทุกที ทำอย่างไรเราจึงจะสามารถรักษาสุขภาพให้ดีและให้อยู่ได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยหลีกเลี่ยงความไร้สมรรถภาพและรักษาความมีชีวิตชีวาให้คงอยู่เสมอ

วันเสาร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2554

เช็กสัญญาณท้องแฝด

ฝาแฝดเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่น่าอัศจรรย์ว่าไหมคะ ซึ่งสัญญาณต่อไปนี้อาจบอกได้ว่าท้องนี้แฝดหรือเปล่า

ในปัสสาวะมี HCG สูง
การปรากฏระดับฮอร์โมน HCG ในปัสสาวะถือเป็นตัวบ่งชี้แรกๆ ของการตั้งครรภ์นะคะ แต่สำหรับคุณแม่ที่กำลังท้องแฝด ถ้าหากตรวจปัสสาวะแล้วพบว่ามีระดับฮอร์โมน HCG สูงมากกว่าคนท้องปกติ ให้เดาไว้เลยค่ะว่าคุณแม่อาจจะมีเบบี้เพิ่มขึ้นมากอีก 1 คนค่ะ

แพ้ท้องมากเกินไป
อาการแพ้ท้องเป็นสัญญาณที่สังเกตได้ง่ายว่าคุณตั้งครรภ์ แต่สำหรับแม่ที่กำลังท้องแฝดจะประสบกับอาการแพ้ท้องเพิ่มมากขึ้น

รู้สึกเหนื่อยมาก
หากรู้สึกว่าตัวเองเหนื่อย อิดโรย หมดแรงและอยากนอนมากกว่าปกติ อาจเป็นสัญญาณของการท้องแฝดได้ เพราะร่างกายทำงานหนักต้องบำรุงการเจริญเติบโตของทารกถึงสองคนด้วยกัน

สองจังหวะหัวใจ
เวลาที่คุณแม่ตรวจอัลตราซาวนด์ อุปกรณ์อัลตราซาวนด์สามารถตรวจสอบจังหวะการเต้นหัวใจที่เพิ่มขึ้นของทารกทั้งสองได้
ลูกดิ้น...แม่รู้สึกได้ คุณแม่ท้องหลายคนบอกว่าเมื่อท้องแฝดจะสามารถรับรู้ความรู้สึกเวลาที่ลูกดิ้นได้มากกว่าท้อ
คนเดียว

น้ำหนักเพิ่มขึ้น
คุณแม่ที่มีน้ำหนักตัวมากผิดปกติ หรือมีครรภ์ใหญ่กว่าปกติมากก็อาจมีโอกาสตั้งครรภ์แฝดได้

วันศุกร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2554

9 วิธี ถนอมมือให้ดูอ่อนวัย

สาวคนไหนที่ประสบกับปัญหาหน้าเด้ง แต่ผิวมือกลับเหี่ยวย่น ดูแก่กว่าวัย
มี 9 วิธีช่วยถนอมมือให้กลับมาดูนุ่มนวลและดูอ่อนกว่าวัยได้ดังเดิม

1.     สวมถุงมือ เพื่อปกป้องมือของคุณจากสารเคมีที่อาจทำให้น้ำมันบนมือเสื่อมสลายไปได้ ยิ่งในหน้าหนาว อย่าลืมถุงสวมมือด้วย
2.     ทาครีมกันแดด รู้หรือไม่ว่าผิวมือมีความละเอียดอ่อนกว่าผิวหน้า จึงควรทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF 15 ขึ้นไป และควรทาซ้ำหลังล้างมือด้วย
3.     ทาโลชั่นตลอดวัน ควรมีโลชั่นติดกระเป๋า ลิ้นชัก หรือวางเอาไว้ข้างอ่างล้างมือเสมอ เพื่อหยิบใช้ได้ตลอดเวลา
4.     ทาครีมบำรุงก่อนนอน ก่อนนอนควรทาโลชั่นบริเวณฝ่ามือ นิ้ว และหลังมือ เป็นประจำประมาณ 1 - 2 อาทิตย์ จะช่วยให้รอยหยาบและผิวที่แห้งแตกหายไป
5.     ขัดผิวอย่างสม่ำเสมอ ขัดผิวมืออย่างเบาๆ ด้วยผลิตภัณฑ์ขัดหน้าประมาณ 1 ครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว และเผยผิวอ่อนโยนให้สวยเปล่งปลั่ง
6.     ใส่ใจดูแลเล็บ ควรดูแลเอาใจใส่ทำความสะอาดใต้เล็บอย่างสม่ำเสมอ และทาโลชั่นรอบขอบเล็บเพื่อดูแลผิวหนังชั้นนอกด้วยค่ะ
7.     อย่าตัดหนังกำพร้า หนังกำพร้ามีหน้าที่ปกป้องเนื้อเยื่อที่อยู่ใต้เล็บ ถ้าตัดไปก็เท่ากับว่าคุณได้เปิดโอกาสให้เจ้าแบคทีเรีย และไวรัสเข้ามา มีโอกาสติดเชื้อรา ควรทาโลชั่นให้หนังกำพร้าอ่อนตัวแล้วดันกลับเข้าไปจะดีกว่า
8.     นวดมือ ลองใช้เวลาประมาณ 1-2 นาที นวดบริเวณอุ้งมือ ดึงแต่ละนิ้วอย่างเบาแรง และนวดบริเวณข้อมือ หรือข้อต่อของนิ้ว เพื่อเพิ่มการไหลเวียนของเซลล์ผิวหนัง และยังช่วยให้มือกลับสู่สภาพเดิมอย่างเป็นธรรมชาติ
9.     ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ  หากมีปัญหาที่ไม่สามารถแก้ไขได้ ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญดีที่สุด

วันพฤหัสบดีที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2554

กินแบบญี่ปุ่น อายุยืนแบบญี่ปุ่น

มีผลสำรวจออกมาว่า ประเทศญี่ปุ่นครองแชมป์การเป็นประเทศที่ใส่ใจสุขภาพต่อเนื่องกันมานานถึง 25 ปี และผลการสำรวจยังบอกอีกว่าสวญี่ปุ่นอายุยืนที่สุดในโลก ซึ่งมีปัจจัยมาจากอุปนิสัยการกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เป็นโลกอ้วนน้อยและมีวิธีที่สามารถจัดการกับความเครียดได้อย่างดี เคล็ดลับมีดังนี้
1. กินสาหร่าย สาหร่ายอุดมไปด้วยวิตามินซี โพแทสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม เหล็ก ไอโอดีน ไฟเบอร์ เบต้าแคโรทีน ฯลฯซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นประโยชน์ต่อร่งกายทั้งสิ้น นอกจากจะกินสาหร่ายแล้ว อาหารมื้อหลักของเขาก็ประกอบไปด้วยผัก ผลไม้ และถั่วเหลือง
2. กินปลา คนญี่ปุ่นชอบกินปลาทูน่า ปลาแมคเคอเรล และปลาแซลมอน ซึ่งปลาเหล่านี้จะอุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 สูงมาก มีการศึกษาพบว่าสารโอเมก้า 3 สามารถลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ และโรคมะเร็งเต้านมได้
3. ดื่มชาเขียว จากการศึกษาในปัจจุบันพบว่า 36% ของคนที่ดื่มชาในปริมาณ 6 แก้วต่อวัน มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจน้อยกว่าคนที่ดื่มชาน้อยกว่า 1 แก้วต่อวัน ซึ่งชาเขียวมีสารต้านอนุมูลอิสระ ทำให้คนญี่ปุ่นเป็นโรคมะเร็ง และโรคกระดูกพรุนน้อยลง
4. กินอาหารให้ช้าลง คนญี่ปุ่นจะกินอาหารช้า และสามารถรับรู้ถึงรสชาติอาหารได้ทุกคำ และการใช้ตะเกียบก็ทำให้กินช้าลงได้ ดังนั้น ถ้าคุณมีเวลาควรเลือกรูปแบบการกินอาหารที่ทำให้รู้สึกพอใจมากกว่าการกินให้อิ่มจะดีมกว่า
5. เลือกใช้จานเล็ก คนญี่ปุ่นจะกินอาหารที่เสิร์ฟด้วยจานชามเล็กๆ กินพอดีคำ เพราะการใช้จานเล็กใส่อาหารทำให้ควบคุมการกินได้ดีขึ้น
6. ออกกำลังกายแบบคนญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นออกกำลังกายด้วยศิลปะการป้องกันตัวและการฝึกจิต เช่น การเล่นโยคะ หรือการทำสมาธิ ซึ่งจะช่วยลดความเครียด ป้องกันการเป็นโรคสมองเสื่อม และช่วยดูแลบริเวณสมองที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดสมาธิและความจำอีกด้วย

วันพุธที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2554

ข้อควรปฏิบัติในการขับขี่รถจักรยานที่ปลอดภัย


¯   ทางใดที่ได้จัดทำไว้สำหรับรถจักรยาน ผู้ขับขี่รถจักรยานต้องขับในทางนั้น
¯   รถจักรยานที่ใช้ในการเดินรถ ไหล่ทางหรือทางที่จัดไว้สำหรับรถจักรยาน ผู้ขับขี่รถจักรยานต้องจัดให้มีกระดิ่งที่ให้เสียงสัญญาณได้ยินในระยะไม่น้อยกว่าสามสิบเมตร
¯   เครื่องห้ามล้อที่ใช้การได้ดีสามารถทำให้รถจักรยานหยุดได้ทันที
¯   โคมไฟติดหน้ารถจักรยานแสงขาวไม่น้อยกว่าหนึ่งดวงที่ให้แสงสว่าง ตรงไปข้างหลัง หรือติดวัตถุสะท้อนแสงสีแดงแทน ซึ่งเมื่อถูกแสงไฟส่องให้มีแสงสะท้อน
¯   ในเวลาต้องเปิดไฟ ผู้ขับขี่จักรยานอยู่ในทางเดินรถไหล่ทาง หรือทางที่จัดไว้สำหรับรถจักรยาน ต้องจุดโคมไฟสีขาวหน้ารถ เพื่อให้ผู้ขับขี่หรือคนเดินเท้าซึ่งขับขี่รถ หรือเดินสวนมาสามารถมองเห็นรถ
¯   ผู้ขับขี่รถจักรยานต้องขับให้ชิดขอบทางด้านซ้ายของทางเดินรถไหล่ทาง หรือทางที่จัดทำไว้สำหรับรถจักรยานให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ในกรณีที่มีช่องทางเดินรถประจำทางด้านซ้ายสุดของทางเดินรถ ต้องขับขี่รถจักรยานให้ชิดช่องเดินรถประจำทางนั้น
¯   ในทางเดินรถไหล่ทาง หรือทางที่จัดทำไว้สำหรับรถจักรยาน ห้ามมิให้ผู้ขับขี่รถจักรยาน
·       ขับโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียว อันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน
·       ขับรถโดยไม่จับคันบังคับ
·       ขับขนานกันเกินสองคัน เว้นแต่ขับในทางที่จัดไว้สำหรับรถจักรยาน
·       ขับโดยนั่งบนที่อื่นอันมิใช่อานที่จัดไว้เป็นที่นั่งปกติ
·       ขับโดยบรรทุกบุคคลอื่น เว้นแต่รถจักรยานสามล้อสำหรับบรรทุกทุกคน ทั้งนี้ตามเงื่อนไขที่เจ้าพนักงานจราจรกำหนด
·       บรรทุกหรือถือสิ่งของหีบห่อหรือของใดๆ ในลักษณะที่เป็นการกีดขวางการจับคันบังคับ อันอาจจะเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน
·       เกาะหรือพ่วงรถอื่นที่กำลังแล่นอยู่

วันอังคารที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2554

โรคนอนไม่หลับ

ปัญหาการนอนไม่หลับ แบ่งได้เป็น 4 ลักษณะอาการ  ได้แก่
1.      นอนไม่หลับตั้งแต่แรก คือ เข้านอนเพื่อพยายามจะหลับ แล้วใช้เวลามากกว่า 30 นาทีขึ้นไป
2.      หลับแล้วตื่นระหว่างคืน คือ สามารถหลับได้เมื่อตอนเข้านอน แต่ตื่นระหว่างคืน โดยเวลาที่ตื่นทั้งหมดรวมกันแล้วนั้นเกิน 30 นาที และตื่นเกิน 1 4 ครั้งต่อคืน
3.      ตื่นเช้าผิดปกติ แล้วกลับไปหลับต่อไม่ได้ คือ สามารถหลับได้เมื่อตอนเข้านอนและหลับได้ต่อเนื่องไม่ตื่นระหว่างคืน แต่กลับตื่นเช้ากว่าเวลาตื่นนอนปกติ โดยถ้าตื่นเช้าเกินกว่า 30 นาทีขึ้นไป ถือว่าผิดปกติ
4.      ตื่นเช้าไม่สดชื่น คือ ไม่มีปัญหาในด้านจำนวนชั่วโมงในการนอน สามารถหลับได้ตั้งแต่แรกและหลับได้ต่อเนื่อง ไม่ตื่นระหว่างคืน แต่ตื่นมาแล้วกลับรู้สึกเหมือนว่าไม่ได้พักผ่อนเต็มที่

โรคทางจิตเวชที่พบบ่อยๆ ที่ทำให้เกิดโรคนอนไม่หลับ ได้แก่
Ø โรคซึมเศร้า
Ø โรควิตกกังวล

สุขอนามัยของการนอนหลับที่ดี ได้แก่
1.      พยายามเข้านอนและตื่นนอนในเวลาเดียวกันทุกวัน ทั้งวันธรรมดาและวันหยุดสุดสัปดาห์
2.      รับประทานอาหารในเวลาเดิมทุกวัน
3.      ชั่วโมงสุดท้ายก่อนเข้านอนควรผ่อนคลาย
4.      ไม่ควรดื่มน้ำมากกว่า 1 แก้ว (300 ซีซี) ก่อนเข้านอน
5.     งดเครื่องดื่มที่ผสมคาเฟอีนหลังเที่ยง
6.     อย่าดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เพื่อช่วยให้หลับดีขึ้น
7.      หยุดบุหรี่และยาเสพติดทุกประเภท
8.      อย่านอนกลางวัน
9.     ออกกำลังกายสม่ำเสมอ แต่อย่าออกกำลังกายในช่วงก่อนจะเข้านอน
10.  สร้างสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมกับการนอนหลับ
11.   พยายามหลีกเลี่ยงแสงจ้าในตอนเย็น และพยายามได้รับแสงแดดในตอนเช้า

วันจันทร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2554

ธรรมโอสถ

วิธีช่วยสร้างกำลังใจให้ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง/รุนแรง

          ผู้ป่วยกลุ่มนี้ เป็นกลุ่มที่มักจะมีปัญหาท้อแท้ใจ ขาดกำลังใจที่จะต่อสู้กับโรคร้าย หลายรายถึงขั้นหมดอาลัยตายอยาก ไม่ร่วมมือในการรักษา
          ปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาที่ญาติใกล้ชิดมักจะกังวล กลัวว่าถ้าผู้ป่วยรู้ว่าตนเป็นอะไร จะทำใจไม่ได้ หลายครอบครัวเลือกที่จะใช้วิธีปิดบังความจริง ไม่บอกให้ผู้ป่วยรู้ ทั้งที่เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องที่ปกปิดกันยาก เพราะ
{     ผู้ป่วยต้องได้รับการบำบัดรักษา
{     ต้องไปเจอผู้ป่วยคนอื่นๆ ที่เป็นแบบเดียวกัน
{     ต้องเจอกับบุคลากรทางการแพทย์หลายคน
อาการของผู้ป่วยกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะมีแต่ทรงกับทรุด อาการป่วยเหล่านี้เองเป็นสิ่งที่ผู้ป่วยรับรู้ได้โดยง่าย
{     เคยลุกไหวกลายมาเป็นต้องนอนติดกับเตียง
{     เคยมีแรงทำนู่นทำนี่กลายเป็นอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย
{     เคยทานอาหารได้กลายเป็นเบื่อไม่อยากทานอะไร
{     เคยไม่ปวดกลายเป็นมีอาการเจ็บปวด
{     ฯลฯ
ที่พูดมาทั้งหมดมิได้พยายามบอกว่าเราควรบอกความจริงกับผู้ป่วย เพียงแต่จะชี้ให้เห็นว่าการพยายามปิดบังความจริงนั้นทำได้ยาก และอาจเกิดปัญหาได้ นอกจากวิธีปิดบังแล้ว ยังมีวิธีอื่นที่จะช่วยสร้างกำลังใจให้ผู้ป่วยที่เป็นโรครุนแรงหรือโรคเรื้องรังได้ อาจเป็นวิธีที่ใช้ทดแทนการปิดบัง หรือจะใช้ไปด้วยกันทั้งสองวิธีก็ได้
วิธีที่ว่ามีขั้นตอนต่างๆ ดังนี้
1.       ดึงความสนใจของผู้ป่วย
2.       ชวนให้นึกถึงเรื่องดีๆ
3.       เพียรพยายามดึงความสนใจของผู้ป่วยเป็นประจำ ต้องทำอย่างส่ำเสมอ ทำบ่อยๆ
4.       ชักนำให้เกิดความสุข
5.       ความสงบ ทำจิตใจให้สงบ ใจจะสบาย
6.       เมื่อทำอย่างนั้นบ่อยๆ เข้า ในที่สุดจิตใจของผู้ป่วยจะเริ่มนิ่ง มีสมาธิ มองเห็นทั้งด้านดีและด้านไม่ดีของชีวิต
7.       การที่มองเห็นทั้งด้านดีและไม่ดีของชีวิตนี้เอง ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถปล่อยวาง ยังทำให้เห็นสัจธรรมของความไม่เที่ยง

ทั้งหมดนี้เป็นขั้นตอนในการช่วยเหลือผู้ป่วยที่กำลังเผชิญโรคร้ายแรง ญาติหรือคนใกล้ชิดที่จะช่วยเหลือผู้ป่วยด้วยวิธีนี้ได้ ต้องเจริญพรหมวิหาร 4 คือ ต้องเจริญเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา ไปพร้อมๆ กัน

สุดท้ายที่สำคัญ ธรรมโอสถ บทนี้มิได้มุ่งที่จะช่วยให้ผู้ป่วยหาย แต่มุ่งให้ผู้ป่วย มีความสุข ถ้ายังมีชีวิตอยู่ได้ ก็อยู่อย่างมีความสุข ถ้าถึงคราวสิ้นอายุขัย ก็จากไปอย่างมีความสุข

วันอาทิตย์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2554

แผนที่ชีวิตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

1. ขอบคุณข้าวทุกเม็ด น้ำทุกหยด อาหารทุกจานอย่างจริงใจ
2. อย่าสวดมนต์เพื่อขอสิ่งใด นอกจาก "ปัญญา" และ "ความกล้าหาญ
3. "เพื่อนใหม่ คือ ของขวัญที่ให้กับตัวเอง ส่วน "เพื่อนเก่า หรือ มิตร" คืออัญมณีที่นับวันจะเพิ่มคุณค่า
4. อ่านหนังสือธรรมะปีละเล่ม
5. ปฏิบัติต่อคนอื่นเช่นเดียวกับที่ต้องการให้ผู้อื่นปฏิบัติต่อเรา
6. พูดคำว่า "ขอบคุณ ให้มากๆ
7. รักษา "ความลับ" ให้เป็น
8. ประเมินคุณค่าของการให้ "อภัย" ให้สูง
9. ฟังให้มากแล้วจะได้คู่สนทนาที่ดี
10. ยอมรับความผิดพลาดของตัวเอง หากมีใครตำหนิ และรู้แก่ใจว่าเป็นจริง
11. หากล้มลง จงอย่ากลัวกับการลุกขึ้นใหม่
12. เมื่อเผชิญหน้ากับงานหนักคิดเสมอว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะล้มเหลว
13. อย่าถกเถียงธุรกิจภายในลิฟต์
14. ใช้บัตรเครดิตเพื่อความสะดวก อย่าใช้เพื่อการก่อหนี้สิน
15. อย่าหยิ่งหากจะกล่าวว่า "ขอโทษ"
16. อย่าอายหากจะบอกใครว่า "ไม่รู้"
17. ระยะทางนับพันกิโลเมตร แน่นอนมันไม่ราบรื่นตลอดทาง
18. เมื่อไม่มีใครเกิดมาแล้ววิ่งได้ จึงควรทำสิ่งต่างๆ อย่างค่อยเป็นค่อยไป
19. การประหยัดเป็นบ่อเกิดแห่งความร่ำรวย เป็นต้นทางแห่งความไม่ประมาท
20. คนไม่รักเงิน คือคนไม่รักชีวิต ไม่รักอนาคต
21. ยามทะเลาะกัน ผู้ที่เงียบก่อนคือผู้ที่มีการอบรมสั่งสอนที่ดี
22. ชีวิตนี้ฉันไม่เคยได้ทำงานเลยสักวัน ทุกวันเป็นวันสนุกหมด
23. จงใช้จุดแข็ง อย่าเอาชนะจุดอ่อน
24. เป็นหน้าที่ของเราท่่จะพูดให้คนอื่นเข้าใจ ไม่ใช่หน้าที่ของคนอื่นที่จะทำความเข้าใจในสิ่งที่เราพูด
25. เหรียญเดียวมี 2 หน้า คือ ความสำเร็จ กับ ความล้มเหลว
26. อย่าตามใจตัวเอง เรื่องยุ่งๆ เกิดขึ้นล้วนตามใจตัวเองทั้งสิ้น
27. ฟันร่วงเพราะมันแข็ง ส่วนลิ้นยังอยู่อพราะมันอ่อน
28. อย่าดึงต้นกล้าให้โตไวๆ (อย่าใจร้อน)
29. ระลึกถึงความตายวันละ 3 ครั้ง ชีวิตจะมีสุข มีอภัย มีให้
30. ถ้าติดกระดุมเม็ดแรกผิด กระดุมเม็ดต่อๆ ไปก็ผิดหมด
31. ทุกชิ้นงานจะต้องกำหนดวันแล้วเสร็จ
32. จงเป็นน้ำครึ่งแก้วตลอดชีวิต เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมได้ตลอด
33. ดาวและเดือนที่อยู่สูงอยากได้ต้องปีน "บันไดสูง"
34. มนุษย์ทุกคนมีชิ้นงานมากมายในชีวิต จงทำชิ้นงานที่สำคัญที่สุดก่อนเสมอ
35. หนังสือเป็นศูนย์รวมปัญญาของโลก จงอ่านหนังสือเดือนละเล่ม
36. ระเบียบวินัย คือ คุณสมบัติที่สำคัญในการดำเนินชีวิต

พระบรมราโชวาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

วันเสาร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2554

ผลดีของการส่งบุญ

1. ร่างกายแข็งแรงปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ หรือหากเจ็บป่วยอยู่ก็จะทำให้หายเร็วขึ้น
2. ทำให้เจ้้ากรรมนายเวรหยุดการจองเวร กลายมาเป็นเทวดาฝ่ายมิตร คอยติดตามรักษา
3. ประสบความสำเร็จในสิ่งที่ต้องการ เพราะเทวดาที่รักษาคอยให้ความช่วยเหลือและเหล่านายเวรกลับกลายมาเป็นมิตร
4. ทำให้เป็นที่รักของเทวดา มนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย ไปทางไหนมีเสน่ห์แก่ผู้พบเห็น
5. การเดินทางปลอดภัย และจิตใจก็อ่อนโยนมีเมตตา
6. ธุรกิจการค้าหน้าที่การงานย่อมเจริญรุ่งเรือง
7. นอนหลับสบายไม่สะดุ้งผวาต่อภัยอันตรายจากรอบทิศทาง แม้ฝันก็ฝันดี
8. ครอบครัวอยู่กันอย่างมีความสุขมีความเข้าอกเข้าใจกัน
9. การปฏิบัติธรรมก็จะเจริญในธรรมมีปัญญาเกิดขึ้นง่าย

วันศุกร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2554

การเปิดบุญแบบง่ายๆ แต่ได้รับผลในทันที

        การอุทิศหรือโอนบุญ สามารถทำได้ในทุกโอกาส ดังนี้
1.      การโอนบุญในชีวิตประจำวัน
ขณะที่ทำงานใดก็ตาม ผู้ทำมีความสุขและมีความยินดีในการกระทำนั้น ถือว่าเกิดบุญแล้ว เช่น
ตอนเช้า
-         ทำกับข้าวให้พ่อแม่รับประทาน
-         ป้อนข้าวให้ลูกกิน
-         ให้เงินลูกไปโรงเรียน
-         ให้อาหารแก่สุนัข  ฯลฯ
ตอนกลางวัน
-         เปิดประตูห้องให้เจ้านาย
-         เลี้ยงอาหารเพื่อร่วมงาน
-         ยกแก้วน้ำมาเลี้ยงแขก
-         ขับรถไปส่งเพื่อน  ฯลฯ
ตอนกลางคืน
-         ห่มผ้าห่มให้ลูก
-         ปูที่นอนให้พ่อแม่
-         ฟังธรรมแล้วเกิดความรู้
-         ปฏิบัติภาวนาอบรมใจ  ฯลฯ
เมื่อทำกิจกรรมเหล่านี้ด้วยความพอใจยินดี จัดว่ามีบุญเกิดขึ้นแล้ว สามารถโอนบุญออกไปสู่กลุ่มเป้าหมายได้ตามที่เราต้องการ เช่น ถ้าปูที่นอนให้พ่อแม่เสร็จแล้ว ให้คิดในใจทันทีว่า บุญจากการปูที่นอนให้พ่อแม่นี้จงถึงแก่นายเวรที่มาถึงข้า, เทวดารักษาพ่อ แม่ พี่ น้อง และข้า ดังนี้เป็นต้น
2.     การโอนบุญเมื่อไปวัด
-         ขณะใส่บาตรหรือถวายของพระ เมื่อของหลุดจากมือตัวเองไป ให้คิดทันทีว่า บุญนี้ให้แก่นายเวรที่มาถึงข้า เทวดารักษาข้าและคนในครอบครัว เป็นต้น
-         ขณะกราบพระให้คิดโอนบุญตั้งแต่กราบครั้งแรกจนถึงครั้งสุดท้ายว่า บุญนี้ให้แก่ภูต, ผี, ปีศาจ, เทวดา ผู้สถิต ณ บริเวณนี้ ได้บุญแล้วอย่ากวนข้านะ เป็นต้น
-         ขณะเห็นคนทำความดี เช่น เห็นคนนั่งสมาธิ หรือเดินจงกรม, เห็นคนถวายอาหารให้พระ ให้คิดทันทีว่า ขออนุโมทนาในบุญที่ท่านทำนี้ บุญนี้ให้แก่เทวดารักษาบ้านและที่ทำงานข้า ได้บุญแล้วช่วยบันดาลให้กิจการของข้าเจริญรุ่งเรืองและมั่นคง เป็นต้น
-         ขณะฟังเทศน์จากพระก็โอนบุญได้ เช่น เมื่อฟังเทศน์แล้วเกิดความรู้ความเข้าใจขึ้น ให้คิดทันทีว่า บุญที่เกิดจากการฟังเทศน์ให้แก่ภูต, ผี, ปีศาจ, เทวดา ที่สถิตอยู่รถ บ้าน นา ไร่ สวน ต้นพืช ต้นผัก ต้นข้าวของข้า ได้บุญแล้วช่วยดูแลผลผลิตของข้าให้ดีด้วย และข้าจะโอนบุญให้อีก เป็นต้น
เหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างในการทำดีจนเกิดบุญขึ้นแล้วก็โอนบุญนั้นออกไปสู่กลุ่มเป้าหมายให้รับความสุขด้วย

วันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2554

สูตรลับสำหรับหนุ่มสาวหน้าใส

  1. บำรุงผิวหน้าจากธรรมชาติ เช่น น้ำผึ่ง โยเกิร์ตรสธรรมชาติ น้ำมันมะพร้าว นมสด ทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที แล้วล้างออกจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและเนียนนุ่มได้
  2. ผลไม้รสเปรี้ยว  ช่วยในการขัดขี้ไคล เป็นวิธีทำให้ผิวขาวขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ โดยใช้ผลไม้รสเปรี้ยว เช่น มะเฟือง มะนาว สับปะรด มะขามเปียก ส้ม เพราะมีความเป็นกรด ช่วยทำความสะอาดผิวให้ขาวใส และกำจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดลอกออกมาได้ แต่ต้องระวังในคนผิวบาง อาจจะทำให้แสบได้
  3. ครีมกันแดด ก่อนออกแดดทุกครั้ง ควรทาครีมกันแดด 20 นาที และทาซ้ำอีกทุกๆ 2-3 ชั่วโมง อาจใช้วุ้นใสของว่านหางจระเข้ที่ล้างสะอาดแล้วมาทผิวหลังการออกแดดทุกครั้ง ก็จะช่วยฟื้นฟูผิวได้
  4. รับประทานอาหารให้เหมาะสม ควรรับประทานผักและผลไม้ในอัตราส่วนครึ่งต่อครึ่งทุกมื้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผักผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว จะช่วยเสริมวิตามินซีให้กับผิว ช่วยฟอกเลือดให้สะอาด ช่วยเรื่องของการขับถ่าย และยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ
  5. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ช่วยให้การไหลเวียนเลือดดี
  6. ดื่มน้ำเปล่าวันละ 8 แก้ว
  7. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และชา กาแฟ รวมถึงการสูบบุหรี่ และความเครียด เพราะจะทำให้ผิวหนังเหี่ยวย่น และแก่ก่อนวัย
  8. พักผ่อนให้เพียงพอ วันละ 6-8 ชั่วโมง